บทที่ 1 1
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูระดับห้าดาวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกกุหลาบสีขาวนับหมื่นดอกที่ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง แสงไฟคริสตัลระย้าทอประกายระยิบระยับตกกระทบลงบนชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีต แขกเหรื่อในแวดวงสังคมชั้นสูงต่างพากันส่งรอยยิ้มและคำอวยพรให้กับคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงคู่กันอยู่บนเวที ช่างเป็นภาพงานแต่งงานในฝันที่สมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย
หากแต่ความจริงแล้วมันคือเทพนิยายที่ไร้หัวใจอย่างสิ้นเชิง
ภรันยาพยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แม้ว่ากล้ามเนื้อแก้มของเธอจะเริ่มปวดเกร็งจากการฉีกยิ้มมายาวนานกว่าสี่ชั่วโมงแล้วก็ตาม มือเรียวเล็กที่จับก้านแก้วแชมเปญเย็นเฉียบเอาไว้สั่นเทาน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็นเพราะความอึดอัดจากรังสีความเย็นชาที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่ข้างกาย
ติณณภพอยู่ในชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลักของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูสุภาพและอบอุ่นในสายตาของคนภายนอก ทว่าทุกครั้งที่แขกเดินคล้อยหลังไป รอยยิ้มนั้นจะเหือดแห้งหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาแข็งกร้าวและเย็นชาที่ตวัดมองคนข้างกายอย่างรังเกียจ
"เลิกทำหน้าเหมือนคนกำลังจะตายสักทีภรันยา คุ้มค่าจ้างที่ฉันจ่ายไปหน่อย" เสียงทุ้มต่ำกระซิบลอดไรฟันในจังหวะที่เขาก้มลงมาใกล้เพื่อแสร้งทำเป็นกระซิบกระซาบหยอกล้อกับเจ้าสาว
ภรันยาลอบถอนหายใจในความเงียบ หากฮอลลีวูดกำลังมองหานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปี เธออยากจะเสนอชื่อติณณภพให้พิจารณาเสียเหลือเกิน รอยยิ้มอบอุ่นที่เขามอบให้แขกเหรื่อเมื่อครู่ช่างขัดกับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาตอนที่ไม่มีใครมองอย่างสิ้นเชิง
"รันกำลังยิ้มอยู่ค่ะคุณติณณ์ ยิ้มจนกรามจะค้างอยู่แล้ว ถ้าคุณติณณ์กลัวว่าภาพจะออกมาไม่สวย รบกวนคุณติณณ์ช่วยขยับออกไปห่างๆ รันสักคืบเถอะค่ะ รันหายใจไม่ออก" ภรันยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มหวานยังคงประดับบนใบหน้าขณะที่หันไปสบตากับช่างภาพที่กำลังรัวชัตเตอร์
ดวงตาคมกริบของติณณภพวาวโรจน์ขึ้นมาทันที เขารู้สึกเกลียดชังความเยือกเย็นและท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของผู้หญิงคนนี้จับใจ ผู้หญิงหน้าเงินที่กล้าใช้ความสงสารของคุณปู่มาเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานด้วย ทำให้เขาต้องทอดทิ้งนิชาผู้หญิงที่เขารักและวาดฝันอนาคตไว้ด้วยกัน
"ปากดีไปเถอะ คิดว่าปู่ฉันจะอยู่ปกป้องเธอได้ตลอดไปอย่างนั้นเหรอ ทันทีที่งานบ้าๆ นี่จบลง เธอจะได้รู้ว่านรกบนดินมันเป็นยังไง" เขากระซิบข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นก่อนจะหันไปปั้นหน้ายิ้มทักทายหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เดินเข้ามาหา
ภรันยากะพริบตาช้าๆ ซ่อนความปวดร้าวที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก นรกบนดินอย่างนั้นหรือ แค่ทุกวันนี้ที่เป็นอยู่เธอก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการเดินลุยไฟอยู่แล้ว ลึกๆ ในใจเธอแอบรักผู้ชายปากร้ายคนนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ วันที่คุณปู่ของเขาเอ่ยปากขอร้องให้เธอแต่งงานกับหลานชายเพื่อดัดนิสัยและกันผู้หญิงอย่างนิชาออกไป ภรันยายอมตกลงรับปากไม่ใช่แค่เพราะต้องการทดแทนบุญคุณที่ตระกูลของเขาเคยช่วยเหลือครอบครัวเธอที่ล้มละลาย แต่เป็นเพราะความหวังโง่เขลาในใจที่คิดว่าความใกล้ชิดและความรักที่เธอมีจะสามารถละลายน้ำแข็งในใจเขาได้
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะประเมินอคติของติณณภพต่ำเกินไป
เมื่อพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลง คู่บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้ามาในห้องหอสุดหรูบนชั้นสูงสุดของโรงแรม ทันทีที่บานประตูไม้บานใหญ่ปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าของญาติผู้ใหญ่ที่เดินห่างออกไป บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ติณณภพสะบัดเนกไทที่ผูกคอออกอย่างอึดอัด ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสองเม็ดบนเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เขาเดินไปรินเหล้าที่เคาน์เตอร์บาร์มุมห้องแล้วกระดกรวดเดียวหมดแก้วโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเจ้าสาวที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง
ภรันยาวางช่อดอกไม้ในมือลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบอยากจะทรุดตัวลงนอนบนพรมเสียเดี๋ยวนี้ ชุดแต่งงานฟูฟ่องนี้หนักหนาพอๆ กับความรู้สึกในใจของเธอ หญิงสาวเอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อพยายามรูดซิปชุดออก แต่เพราะซิปซ่อนอยู่ลึกและมีกระดุมเม็ดเล็กๆ หลายเม็ด ทำให้เธอไม่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้
"คุณติณณ์คะ รบกวนช่วยรูดซิปชุดให้รันหน่อยได้ไหมคะ รันเอื้อมไม่ถึง" ภรันยาตัดสินใจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงปกติ
ติณณภพชะงักมือที่กำลังจะรินเหล้าแก้วที่สอง เขาหันกลับมามองร่างบางในชุดแต่งงานแสนสวยด้วยสายตารังเกียจราวกับมองเห็นขยะชิ้นหนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มหยันมุมปาก
"อย่ามามารยาภรันยา คิดว่าฉันจะหลงกลโง่ๆ ของเธอหรือไง แค่ต้องร่วมห้องกับเธอฉันก็ขยะแขยงเต็มทนแล้ว อย่าหวังว่าฉันจะเอามือไปแตะต้องตัวเธอให้เป็นเสนียด"
คำพูดร้ายกาจนั้นพุ่งเสียดแทงเข้ามาในใจจนภรันยาหน้าชา เธอเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามดึงสติกลับมา หากเป็นผู้หญิงคนอื่นคงทรุดตัวลงร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว แต่สำหรับภรันยา น้ำตาไม่มีประโยชน์อะไรกับผู้ชายไร้หัวใจคนนี้
รังเกียจกันขนาดนั้นก็ไม่ต้องมาแตะสิคะคุณพี่ คิดว่าอยากให้โดนตัวนักหรือไง รันแค่จะถอดชุดไปอาบน้ำ ไม่ได้ชวนมาทำลูกสักหน่อย…ภรันยาบ่นกระปอดกระแปดในใจก่อนจะหันหลังกลับไปมองกระจกแล้วพยายามบิดแขนตัวเองเพื่อรูดซิปต่อไป
"ทำไม ไม่ได้ดั่งใจแล้วพูดไม่ออกหรือไง สันดานผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอก็มีดีแค่นี้แหละ ใช้เล่ห์เหลี่ยมจับผู้ชายรวยๆ พอแต่งเข้ามาได้ก็คิดจะเสวยสุข ฝันไปเถอะ" ติณณภพยังคงสาดคำพูดทำร้ายจิตใจไม่หยุด เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับจ้องมองเธอผ่านกระจกเงา นัยน์ตาดุดันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง "จำเอาไว้ว่าสำหรับฉัน เธอไม่ใช่ภรรยา เธอเป็นแค่ผู้หญิงหน้าด้านที่หน้ามืดตามัวอยากได้สมบัติของตระกูลฉันจนตัวสั่น ฉันจะไม่มีวันยกย่องเธอ และจะไม่มีวันให้ในสิ่งที่เธอต้องการ"
ภรันยาหยุดชะงักมือที่กำลังไขว่คว้าหาหัวซิป เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำศีรษะอยู่ ใบหน้าหวานละมุนที่ถูกแต่งแต้มอย่างงดงามเงยขึ้นสบตากับเขานิ่งๆ ไม่มีน้ำตา ไม่มีอาการตื่นตระหนก มีเพียงความว่างเปล่าที่เธอจงใจสร้างขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง
"รันทราบดีค่ะคุณติณณ์ ทราบตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วว่าคุณติณณ์เกลียดรันมากแค่ไหน คุณติณณ์ไม่ต้องย้ำบ่อยๆ หรอกค่ะ รันความจำดี" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังรายงานสภาพอากาศ "ส่วนเรื่องสมบัติ รันคงไม่ปฏิเสธว่าเงินคือสิ่งสำคัญ แต่คุณติณณ์วางใจได้เลยค่ะ รันมีมือมีเท้า หาเงินใช้เองได้ ไม่จำเป็นต้องแบมือขอคุณติณณ์ทุกบาททุกสตางค์แน่นอน"
ติณณภพขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขารู้สึกหงุดหงิดที่ผู้หญิงตรงหน้าไม่แสดงอาการเจ็บปวดหรือเสียใจออกมาให้เห็นตามที่เขาคาดหวัง ท่าทีหยิ่งยโสและคำพูดอวดดีของเธอยิ่งกระพือโทสะในใจเขาให้ลุกโชน
"เก่งให้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน ฉันจะคอยดูว่าผู้หญิงที่เคยบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างเธอจะเก่งไปได้สักกี่น้ำ" เขาเค้นเสียงต่ำก่อนจะคว้าหมอนใบหนึ่งบนเตียงนอนกว้างใหญ่ที่ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นรูปหัวใจขึ้นมา "คืนนี้ฉันจะไปนอนที่โซฟา ส่วนเธอก็นอนบนเตียงไป อย่าสะเออะเดินไปวุ่นวายใกล้ๆ ฉัน ถ้าฉันตื่นมาเจอหน้าเธอเป็นคนแรก ฉันอาละวาดแน่"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังโซฟาตัวยาวที่มุมห้อง ทิ้งตัวลงนอนพร้อมกับหันหลังให้เธออย่างไม่ไยดี ปล่อยให้ภรันยายืนคว้างอยู่กลางห้องหอที่ควรจะอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น
ภรันยามองแผ่นหลังกว้างที่นอนหันหลังให้ด้วยแววตาที่สั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิม หญิงสาวเดินไปหยิบกรรไกรเล็กๆ ในกล่องอุปกรณ์เย็บผ้าที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ จัดการตัดด้ายที่เย็บซ่อนปมบริเวณกระดุมชุดแต่งงานออกอย่างทุลักทุเลจนในที่สุดก็สามารถปลดเปลื้องชุดเจ้าสาวแสนหนักอึ้งนี้ออกจากร่างได้สำเร็จ
เธอพาตัวเองเข้าไปในห้องน้ำ เปิดน้ำเย็นจัดให้ไหลรดร่างกายเพื่อดับความร้อนรุ่มในใจ ปล่อยให้น้ำตาหยดแรกและหยดเดียวไหลรินไปพร้อมกับสายน้ำ
ไม่เป็นไรภรันยา…เธอปลอบใจตัวเองเงียบๆ เธอเลือกเส้นทางนี้เอง เลือกที่จะเดินเข้ามาในวังวนความเกลียดชังของผู้ชายคนนี้ เธอจะอดทนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด จนกว่าจะถึงวันที่เธอชดใช้บุญคุณทุกอย่างหมดสิ้น หรือจนกว่าหัวใจของเธอจะแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี
เมื่อถึงวันนั้น เธอจะเป็นคนเดินหันหลังและก้าวออกจากชีวิตเขาไปเอง โดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากไล่เลยสักคำเดียว
